ใช้เทคโนโลยี เพื่อการเงินแห่งอนาคตอันใกล้

ใช้เทคโนโลยี เพื่อการเงินแห่งอนาคตอันใกล้

การพัฒนาสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรานั้น จะมีการพัฒนามาเป็นลำดับ ถ้าเป็นในยุคโบราณจะไม่ซับซ้อน เพียงใช้ในการเอาของไปแลกกัน แต่จะเป็นการแลกอยู่ในวงแคบเพียงในหมู่บ้านหรือตำบล เช่น ชาวนาเอาข้าวไปแลกกับผ้า หรือแลกเป็นสินน้ำใจให้หมอ เมื่อไปหาหมอเพื่อรักษาในช่วงไม่สบาย เมื่อหมอได้ข้าวมาก็นำไปแลกเป็นของอย่างอื่นต่อไป เป็นต้น พอยุคต่อมาเริ่มมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของในที่ไกล ๆ ทำให้การขนข้าวของโดยเกวียนเดินทางไปประมาณ 500 กิโลเมตร ก็จะไม่สะดวก จึงทำให้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกลายเป็นเงินตราขึ้นมา ซึ่งเงินตราในยุคแรกเป็นทองคำ และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการสร้างธนบัตรหรือเงินตรากระดาษ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามีการแลกเปลี่ยนไกล ๆ หรือเป็นพัน ๆ กิโลเมตร บางทีข้ามประเทศเลยทีเดียว

ปัจจุบันปี 2020 เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาก้าวไปอีกขั้นในยุคดิจิทัลนี้ ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เราคิดว่าคุณคงเริ่มคุ้นกับคำว่า “เงินดิจิทัลหรือเงินอิเล็กทรอนิกส์” กันมาบ้างแล้ว เพียงมีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็ใช้ในการรับส่งเงินได้ ปัจจุบัน คนในประเทศไทยยังใช้เงินสดกันเป็นปกติ ซึ่งทั้งเด็กรุ่นใหม่ ดารา นักกีฬา ก็ใช้กันกันมากขึ้น มากกว่าเอามือถือมาเปิดดูหนังฟังเพลง เช็คผลบอล ราคาบอลไหล แบบเมื่อก่อน หากสมมุติว่าได้นำเงินไทย ประมาณ 3,000 – 5,000 บาท ควักเงินจ่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวต่างชาติจะมองด้วยความแปลกใจ เพราะในมุมมองของคนต่างประเทศได้คิดว่า ทำไมคนนี้ถึงพกเงินสดซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ และทำไมไม่ใช้สมาร์ทโฟน แค่นำเงินในบัญชีจ่ายผ่านออนไลน์หรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต หรืออื่น ๆ

ช่วงเวลาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนเคยสั่งห้ามใช้เงินดิจิทัลในประเทศ แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนเป็นยอมเปิดให้ใช้แล้ว เพราะพบว่ามีประโยชน์และที่อื่นมีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนบิล เกตส์ ถึงขั้นต้องควักระเป๋าลงทุนซื้อเงินดิจิทัลจำนวนเงินประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ หมื่นกว่าล้านบาท จุดประสงค์เพื่อให้สินค้าของไมโครซอฟท์สามารถใช้เงินดิจิทัลในการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่ยุคของเงินดิจิทัลแน่นอน ซึ่งเป็นยุคที่ไม่ใช่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเจ้าของเงิน แต่เกิดจากคนทั้งโลกเป็นเจ้าของร่วมกัน ถือว่าเป็นเทคโนโลยีจัดการระบบใช้จ่ายเงินในบัญชีได้อย่างโปร่งใส เพราะควบคุมโดยคนทั้งโลกและยังเป็นระบบเงินที่มีปริมาณไม่มากเกินไป ทำให้เงินไม่เฟ้อ ที่สำคัญช่วยให้สะดวก ด้วยเหตุนี้ความนิยมจึงเริ่มแพร่หลาย

การใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเงินตรานั้น เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจได้ โดยเฉพาะประเทศจีน ในปัจจุบันในตลาดสด แม่ค้าหรือพ่อค้าที่ขายหมู ปลาและผลไม้ ได้มีการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีเงินดิจิทัล ทำให้มีป้ายคิวอาร์โค้ดแขวนอยู่เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าไม่ต้องใช้เงินสด เพียงนำมือถือถ่ายคิวอาร์โค้ดแล้วจ่ายเงินทางออนไลน์ได้ทันที หากไม่ปรับตัวใช้เทคโนโลยี ก็จะทำให้ขายสินค้าได้น้อย เพราะลูกค้าไม่สะดวกที่จะจ่ายนั่นเอง

การใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกการรับและจ่ายเงินนี้ ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างคล่องตัวและอีก 10 ปีข้างหน้าหรืออาจจะเร็วกว่านั้นจะเห็นการใช้เงินดิจิทัลแทนการใช้เงินแบบปกติ ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีนี้ไว้ จะได้ใช้ประโยชน์ได้ แม้แต่พ่อค้าหรือแม่ค้าทั่วไป ก็ยังต้องเรียนรู้การใช้ระบบคิวอาร์โค้ดให้เป็น หากใครยังไม่เข้าใจเรื่องการใช้เทคโนโลยี ก็สามารถฝึกกันได้ เพียงลงมือทำสักประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะคล่องขึ้นแล้ว แต่ทั้งนี้ก็มีข้อพึงระวังด้วย เทคโนโลยีนี้จะทำให้จ่ายเงินง่ายและเร็วกว่าเดิม เช่น การสั่งโอนเงินแบบเห็นเพียงตัวเลข 1,000 บาท จะรู้สึกเสียดายเงินน้อยกว่าการหยิบธนบัตร 1,000 บาท จ่ายออกไป ผู้ใช้เทคโนโลยีเงินดิจิทัลจึงต้องมีวินัยในตัวเองในการใช้จ่ายเงินให้มากขึ้นด้วย